ค้นหาข่าววันนี้
ค้นหาย้อนหลังในรอบ 7 วัน
News
New Car
รถใหม่ในประเทศ
รถใหม่ต่างประเทศ
Test Drive
Motor Technic
ประดับยนต์
คนกับรถ
รถมือสอง
Interview&Event
ราคารถใหม่
หน้าแรกผู้จัดการ Online
|
หน้าแรก Motoring
|
Motor Technic
Motor Technic
วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2546
เทคนิคการขับรถลุยฝน
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ขึ้นชื่อเรื่องว่า
"ขับรถลุยฝน"
ไม่ใช่ขับรถหน้าฝน เพราะเมืองไทยฝนตกไม่เป็นฤดู ตกนอกฤดูโดยไม่มีเค้าล่วงหน้า และเมื่อถึงฤดูฝนจริงอย่างในตอนนี้ บางวันฝนก็ตกหนักมากและนาน อ่านเทคนิคการใช้และขับรถอย่างปลอดภัยเมื่อต้องลุยฝน
++ เรื่องพื้นฐานของรถที่ต้องทำ ++
ดูแลระบบต่างๆ ของรถและเครื่องยนต์ให้มีสภาพสมบูรณ์ เพราะรถเสียกลางฝน ย่อมลำบากและยุ่งยากกว่าตอนฝนไม่ตก
++ระบบการปัดน้ำฝน++
น้ำฉีดกระจกควรเติมให้เต็ม ถ้าจะให้ดีควรผสมน้ำยาโดยเฉพาะหรือแชมพูสระผมลงไปด้วยเล็กน้อย
ถ้ารูหัวฉีดน้ำตันให้ใช้เข็มขนาดเล็กแหย่สวนทางเข้าไป ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องเปลี่ยนตัวใหม่ หากปรับมุมฉีดน้ำได้ก็ต้องปรับให้เหมาะสม
ยางใบปัดน้ำฝน เป็นปัญหามากกว่าน้ำฉีดกระจกที่ดูแลได้ง่ายๆ ไม่แน่นอนว่ายางใบปัดจะหมดสภาพเมื่อผ่านไปนานเท่าไร ต้องขึ้นอยู่กับรถว่าจอดตากแดดแรงและบ่อยหรือไม่ รวมทั้งคุณภาพของตัวเนื้อยางใบปัดเองด้วย บางคันแค่ครึ่งปีก็เสื่อมสภาพลงไปมาก บางคันอยู่ได้ถึง 1 ปีหรือกว่านั้น แต่โดยเฉลี่ยทุก 1 ปีควรเปลี่ยนใหม่
การทนขับรถกระจกมัวๆ ท่ามกลางสายฝน หากเกิดอุบัติเหตุแล้วความเสียหายแพงกว่าค่ายางใบปัดน้ำฝนมากนัก ยิ่งปัดได้สะอาดใสเท่าไรยิ่งดี
ไม่ควรชะล่าใจหากตนเองชอบยกก้านใบปัดขึ้นจากกระจก เมื่อต้องจอดตากแดด แล้วคิดว่าตัวยางจะทนทานขึ้น เพราะถึงจะไม่ได้แนบและรับความร้อนจากกระจกโดยตรง แต่แสงแดดเมืองไทยก็ร้อนมากจนทำให้เนื้อยางแข็งขึ้นเร็ว
การตัดสินใจว่าควรจะเปลี่ยนยางใบปัดน้ำฝนหรือยัง ดูได้จากความสะอาดของกระจกขณะปัด และการใช้มือจับหรือเล็บจิกเนื้อยางขณะรถจอด การเปลี่ยนยางใบปัดน้ำฝน มีหลายทางเลือกในการเสียเงิน คือ
1. เปลี่ยนทั้งตัวก้านใบปัดและยางที่มาพร้อมกัน มีทั้งแท้และทดแทน ของแท้แพง แต่คุณภาพดีแน่นอน ส่วนของทดแทน มีสารพัดระดับราคาและหลากระดับคุณภาพ ตั้งแต่อันละร้อยสองร้อยบาทคุณภาพต่ำๆ หรือหลายร้อยบาทคุณภาพดี บางยี่ห้อคุณภาพดีทัดเทียมกับของแท้แต่ถูกกว่า อย่ารีบดูถูกของทดแทน และให้ระวังของปลอมที่ทำเหมือนยี่ห้อดัง ซึ่งมีขายอยู่เกลื่อนตลาด
2. เปลี่ยนเฉพาะตัวยางใบปัด คล้ายกับกรณีเปลี่ยนทั้งตัวก้าน คือ มีทั้งยางของแท้และทดแทน รถหลายรุ่นผู้ผลิตแยกขายยางใบปัด หรือจะซื้อรวมทั้งตัวก้านเลยก็ได้ แต่บางยี่ห้อไม่แยกขายเฉพาะยาง ลองสอบถามราคาจากร้านอะไหล่หรือศูนย์บริการดู หากมีแยกขายเฉพาะยางก็ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งก้าน เพราะก้านไม่มีการสึกหรอ แต่การเปลี่ยนเฉพาะยางจะยุ่งยากกว่า ดังนั้นก่อนตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนทั้งก้านหรือเฉพาะยาง ควรเปรียบเทียบราคากับความคุ้มค่าและความสะดวกด้วย ส่วนยางใบปัดของทดแทน มีหลายระดับราคาและหลากระดับคุณภาพตั้งแต่เส้นละไม่กี่สิบบาทคุณภาพต่ำๆ หรือร้อยสองร้อยบาทแต่คุณภาพดี บางยี่ห้อคุณภาพดีทัดเทียมกับของแท้แต่ถูกกว่า อย่ารีบดูถูกของทดแทน การเลือกคุณภาพ นอกจากจะเดาจากราคาขายแล้วก็ใช้วิธีง่ายๆ คือ ตาดูมือหยิกว่า เนื้อยางมีสภาพเป็นอย่างไร น่าไว้ใจได้ไหม
อีกปัญหาสำคัญของใบปัดน้ำฝน คือ ความสะอาดของตัวยาง เมืองไทยมีฝุ่นมาก ฝุ่นจะตกอยู่เหนือใบยาง มีบางส่วนค้างอยู่และลงไปอยู่ตรงหน้าสัมผัสของยางกับกระจก บางครั้งยางยังไม่หมดสภาพแต่ไม่สะอาด ก็จะกวาดน้ำฝนออกจากกระจกไม่ดี อีกทั้งยังอาจทำให้กระจกเป็นรอยอีกด้วยการทำความสะอาดตัวใบยางไม่ยาก ยกใบปัดใช้ผ้าเปียกลูบแรงๆ ผ่านตัวยาง หรือใช้สก็อตไบร์ตเปียกลูบแบาๆ ผ่านตัวยาง แล้วใช้นิ้วลูบผ่านแถวๆ หน้าสัมผัสปลายยางว่าเรียบและยังนิ่มหรือไม่
++ ยางล้อรถ สำคัญมาก ++
ความลึกของร่องยางหรือความสูงของดอกยาง มีผลต่อประสิทธิภาพของการรีดน้ำของยาง ยางที่ยังเหลือร่องลึกดอกสูงจะรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสของยางกับถนนได้ดีกว่า เพราะร่องยางมีหน้าที่หลัก คือ ให้น้ำที่ถูกรีดขึ้นมาจากหน้ายางแทรกตัวอยู่ หรือสะบัดออกด้านข้างทั้งสองของแก้มยาง ร่องยางหรือดอกยาง ควรเหลือไม่ต่ำกว่า 1.5-2 มิลลิเมตร หากประมาณด้วยสายตาไม่เป็น ก็สามารถดูได้ที่เนินเตี้ยๆ ลึกสุดของร่องยาง ที่มีอยู่ห่างกันเป็นระยะๆ ว่าดอกยางสึกลงไปจนเตี้ยเท่ากับเนินนั้นหรือยัง ถ้าเท่าหรือเกือบเท่ากัน ก็แสดงว่าการรีดน้ำออกจากหน้ายางจะไม่ดีแล้ว เพราะมีช่องให้น้ำอยู่และรีดออกไปน้อยมาก
ต้องระวังเมื่อขับลุยฝนหรือเปลี่ยนยางใหม่ ยางหัวโล้นแทบไม่มีดอกเหลือ ยิ่งต้องระวังให้มาก ขับย่องๆ เมื่อฝนตก แต่ไม่ใช่ว่าใช้ยางใหม่แล้วจะทะยานลุยฝนได้เร็วมาก เพราะยังไงเมื่อขับลุยฝนการเกาะถนนของยางก็ต้องแย่กว่าบนทางแห้งอยู่แล้ว ยางที่มีดอกยางลายรูปตัววี ถูกออกแบบให้มีการรีดน้ำออกไปด้านข้างได้ดีกว่า แต่ไม่ควรชะล่าใจ เพราะเคยพบว่ายางบางรุ่นไม่ได้รีดน้ำดีกว่าดอกยางลายธรรมดาเลย
++ อาการเหินน้ำของยาง ++
ไม่ว่าผู้ผลิตยางจะเน้นทั้งการออกแบบและโฆษณาว่ายางรุ่นนั้นมีการรีดน้ำดีเพียงไร แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะยังไงก็หนีอาการเหินน้ำไม่ได้ อาการเหินน้ำ คือ อาการของหน้ายางลอยอยู่เหนือน้ำไม่แตะถนน เมื่อยางต้องหมุนผ่านน้ำที่อยู่บนถนนทั้งเป็นฟิล์มบางๆ หรือหนาขนาดท่วมขัง แม้น้ำหนักของรถเป็นพันสองพันกิโลกรัมจะคอยกดหน้ายางแต่ละเส้นลงสู่พื้นด้วยน้หนักหลายร้อยกิโลกรัม แต่น้ำก็คอยต้านแรงกดนั้นอยู่เสมอ กลายเป็นตัวแทรกระหว่างหน้ายางกับพื้น ยางจะเกาะที่สุดเมื่อไม่มีอะไรคั่น แต่ถ้ามีฝุ่นหรือน้ำคั่นยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งลดประสิทธิภาพการยึดเกาะลงไปน้ำเป็นของเหลวไหลไปมาได้ง่ายก็จริง แต่การรีดน้ำออกจากหน้ายาง เพื่อให้หน้ายางแนบลงกับถนนกับถนนในขณะที่ยางหมุนผ่านเร็วมาก ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหมุนกว่า 10 รอบต่อวินาที ลองคิดดูว่าการรีดน้ำจนหมดจากหน้ายางให้สนิทจริงๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้
อาการของยางที่หมุนผ่านน้ำบนพื้น แล้วกดตัวไม่แนบสนิทเหมือนตอนพื้นแห้ง จนทำให้ยางและรถมีการยกตัวไม่มากก็น้อย เรียกว่าอาการเหินน้ำหรือ HYDRO PLANING ทำให้การยึดเกาะของยางลดลง และการขับคับควบคุมทิศทางรถแย่ลง หรือถึงขั้นควบคุมไม่ได้ จนลื่นไถลไปเลยก็มี
ดังนั้นจำให้ขึ้นใจว่า อาการเหินน้ำของยางนั้นอันตรายมาก และมีหลายระดับความรุนแรง ตั้งแต่เซนิดๆ จนถึงพวงมาลัยดึงออกข้าง หรือถึงขั้นแซมากจนบังคับทิศทางด้วยพวงมาลัยแทบไม่อยู่
++สภาพถนนไทยไม่น่าไว้ใจ ++
เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาการเหินน้ำของยางแม้ขับบนถนนเรียบ มีชั้นของน้ำอยู่บนถนนค่อนข้างสม่ำเสมอ จนไม่มีการการดึงของพวงมาลัย แต่ด้วยความแย่ของการสร้าง การทรุดตัว รวมถึงการระบายน้ำของถนนไทยที่ไม่แน่นอน ทำให้บางช่วงของถนนมีน้ำขังโดยผู้ขับเดาไม่ออกไม่ทราบล่วงหน้า ดังนั้นการขับรถลุย
เมื่อขับมาเพลินๆ ไม่มีอาการผิดปกติ ดูเหมือนจะใช้ความเร็วเหมาะสมกับสภาพถนนและฝนแล้ว ก็มักจะลดความหวาดระแวง แต่ถ้ามีน้ำขังโดยไม่คาดฝัน ก็ต้องเจอกับอาการยางเหินน้ำทันที หากใครไม่เตรียมตัวหรือจับพวงมาลัยในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ก็อาจให้รถเสียการบังคับควบคุมอย่างฉับพลัน (ตำแหน่งที่ดีที่สุดของการจับพวงมาลัยคือ 9 และ 3 นาฬิกาหรือ 10 และ 2 นาฬิกา)
จึงควรจับพวงมาลัย 2 มือในตำแหน่งนี้ และใช้ความเร็วต่ำกว่าที่ตนเองมั่นใจอยู่เล็กน้อย เผื่อว่าจะต้องเจอน้ำขังโดยไม่รู้ตัว เพราะถนนเมืองไทยมีทั้งแอ่งน้ำและการระบายน้ำที่ไม่ดีคละกันอยู่บ่อยๆ นอกจากอาการเหินน้ำแล้ว ก็ต้องทราบไว้ว่าช่วงที่ฝนเริ่มตกใหม่ๆ จะลื่นที่สุด
เพราะไทยมีฝุ่นมาก น้ำฝนผสมกับฝุ่นแล้วยิ่งลื่นมาก แล้วจะลื่นน้อยลงเมื่อฝุ่นถูกชะออก กลายเป็นปัญหาของอาการเหินน้ำเมื่อฝนตกต่อเนื่อง ตามแต่ความหนาของน้ำที่ค้างอยู่ ถ้าฝนตกหนักแล้วค้างอยู่บนถนนมาก ก็จะลื่นมากตามไปด้วย ไม่ใช่ฝนตกนานจนล้างฝุ่นหมดแล้วจะไม่ลื่น
ในภาพการณ์จริง พบว่าคนไทยหลายคน ขับรถลุยฝนเร็วกว่าที่น่าจะปลอดภัย เพราะชะล่าใจกับอาการของรถบนทางเรียบ มั่นใจหรือไม่รู้จักอาการการเหินน้ำของยาง นึกเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า การเอามือตบลงบนโต๊ะแห้งๆ ย่อมทำให้มือแนบกับโต๊ะได้ง่ายและดีกว่าโต๊ะเปียกๆ ที่ต้องตบมือลงไปเพื่อให้น้ำเล็ดออกไปก่อน
++ ไฟฉุกเฉิน ไม่จำเป็นและไร้สาระ ++
มีการปฎิบัติกันเพราะความเข้าใจผิดๆ ทั้งคิดเอง มองเห็นผู้อื่นทำ คนใกล้ตัวแนะนำ รวมถึงคนไกลตัวแบบสื่อมวลชน เช่น บางรายการวิทยุส่งเสริม หลายคนเข้าใจผิดว่า เปิดไฟฉุกเฉินขับรถกลางฝน แล้วจะทำให้คนอื่นมองเห็นได้ดีขึ้น แม้มองเห็นชัดขึ้นก็จริง แต่ผลเสียที่ตามมามีมากมาย เช่น
1.
เกิดความชะล่าใจ
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อชะล่าใจก็จะเกิดความมั่นใจในการขับรถมากขึ้น คิดไปเองว่าเมื่อเปิดไฟฉุกเฉินแล้วคนอื่นเห็นชัด ตนเองก็จะขับรถใช้ความเร็วได้สูงขึ้น เพราะคนอื่นกลัวจะเข้ามาชน น่าแปลกที่มักเห็นว่าเมื่อฝนตกหนักหากรถคันใดที่เปิดไฟฉุกเฉินแล้วก็จะขับในเลนกลางหรือขวา ใช้ความเร็วสูงกว่าที่เหมาะสม อีกทั้งยังเปลี่ยนเลนไปมา ในขณะที่คันที่ไม่เปิดไฟฉุกเฉินจะขับสงบเสงี่ยมในเลนซ้ายหรือกลางด้วยความเร็วต่ำๆ
2.
แสบตาผู้อื่นจากแสงไฟกระพริบ
เพราะมักไม่ได้มีคันเดียวที่เปิดไฟฉุกเฉิน ยิ่งหลายคันเปิดเต็มถนน ก็ยิ่งลายตา
3.
ไม่มีไฟเลี้ยวใช้
วิธีขับรถที่ถูกต้อง คือ ต้องเปิดไฟเลี้ยวเตือนผู้อื่นล่วงหน้า (แม้บางคนบอกว่าไม่จำเป็นก็ตาม) บางคนมือไวปิดไฟฉุกเฉินก่อนเปิดไฟเลี้ยว แต่ก็เสียสมาธิในการขับรถลงไป และผู้ขับรถคนอื่นก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องจ้องว่า รถคันใดที่เปิดไฟฉุกเฉินแล้วปิดก่อนจะเปิดไฟเลี้ยว
4.
ผู้อื่นอาจเห็นเป็นไฟเลี้ยว
เพราะมีรถคันอื่นบังหรือมองผ่านๆ ยิ่งถ้ามีรถเปิดไฟฉุกเฉินขับติดๆ กัน แล้วมีบางคันเปิดไฟเลี้ยว ก็ยิ่งยากต่อการแยกแยะ ความสับสนย่อมลดความปลอดภัยลง
5.
สับสนรถแล่นกับรถจอดค้างบนถนน
เป็นมาตรฐานเมื่อรถจอดเสียหรือเกิดอุบัติเหตุบนนถนนว่าต้องเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อเตือนผู้อื่น แต่พอมีรถที่แล่นอยู่เปิดไฟฉุกเฉินติดๆ กันหลายคัน ก็คุ้นเคย พอเจอรถจอดและเปิดไฟฉุกเฉิน กว่าจะแยกออกว่าเป็นรถจอดหรือแล่น ก็ต้องใช้เวลาเป็นเสี้ยววินาทีทำความเข้าใจ และอาจชนเข้ากับรถที่จอดอยู่ ไม่ยุติธรรมเลยสำหรับผู้ที่ทำถูกต้อง
จอดค้างบนถนนแล้วเปิดไฟฉุกเฉิน ผู้ที่เปิดไฟนี้แล้วขับรถ อย่ามาอ้างว่าทุกคนสามารถตัดสินใจได้เร็วว่ารถคันใดจอดหรือแล่นในขณะที่เปิดไฟฉุกเฉิน เพราะลึกๆ แล้วคนส่วนใหญ่จะนึกว่า ไฟฉุกเฉินจะถูกเปิดใช้เมื่อฉุกเฉินตามชื่อ หรือรถจำเป็นต้องจอดค้างอยู่บนถนน
++ การใช้ไฟอย่างถูกต้อง เมื่อฝนตกหนัก ++
ควรเปิดไฟหน้าแบบต่ำ เพราะถ้าเปิดไฟสูง สายฝนจะสะท้อนกลับมายังผู้ขับมากจนมองเส้นทางข้างหน้ายาก ไม่ควรเปิดไฟหรี่ เพราะการเปิดไฟหน้าแบบต่ำ แทบไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรเลย ไดชาร์จ (อัลเตอร์เนเตอร์) แทบไม่ได้ทำงานหนักขึ้น หลอดไฟหน้าจะอายุสั้นลงก็ไม่ใช่ปัญหา หลอดละร้อยสองร้อยบาทเท่านั้น เมื่อจะเปลี่ยนเลน ให้เปิดไฟเลี้ยวเตือนผู้อื่นล่วงหน้าตาม ขับรถลุยฝน ใช้ความเร็วต่ำกว่าความมั่นใจของตนเองเล็กน้อย อย่าชะล่าใจ ควรจับพวงมาลัย 2 มือในตำแหน่งที่แนะนำไว้ข้างต้น พร้อมจะลดความเร็วลงได้อย่างรวดเร็ว ระวังอาการเหินน้ำของยางไว้ทุกวินาที
++ ไม่มีเอบีเอส เบรกอย่างไร ++
ถ้าไม่มีเอบีเอส การเบรกแรงๆ บนถนนลื่น ล้อมีโอกาสล็อกได้ง่าย ล้อที่ล็อกจะขาดการบังคับควบคุมทิศทางจากพวงมาลัย หรือทำให้รถปัดเป๋จนถึงขั้นหมุนคว้างได้
ถ้าไม่จำเป็นก็อย่ากระแทกแป้นเบรกแรงๆ หากจำเป็นและรู้สึกว่าล้อล็อกแล้ว ควรละเบรกเล็กน้อยเพื่อให้ล้อคลายการล็อก
ส่วนการขับรถที่มีเอบีเอสก็อย่าชะล่าใจ เพราะถึงเอบีเอสจะป้องกันล้อล็อก แต่นั่นก็แสดงว่าเป็นการเบรกที่รุนแรงเกินไปนั่นเอง
ความปลอดภัยในการขับรถลุยฝน สำคัญที่ความพร้อมของทั้งรถและผู้ขับ
วรพล สิงห์เขียวพงษ์
ข่าวอื่นๆ ในหมวด
รถชน รถเสีย ทำอย่างไร?
บีเอ็มฯ อี30 อยากคบหัวฉีด
"รถแห่งชาติ" กระแสไม่หมดสนิท
Q & A - วรพล สิงห์เขียวพงษ์ : ปิกอัพ 4 ประตู อยากเสียภาษีถูก
Tip & Technic - วรพล สิงห์เขียวพงษ์ : ขับรถลัดโค้ง ตัดโค้ง
ความคิดเห็นที่ 24
ความเห็นที่10ใช้อวัยวะส่วนไหนคิดว่ะ
k
ความคิดเห็นที่ 23
มีพวกชอบใช้ไฟฉุกเฉินขณะรถวิ่งแล้วไฟฉุกเฉินเสีย 1 ดวงจะทำให้คิดว่าเลี้ยวจะทำให้มีอุบัติเหตุได้ เเละไม่มีกฏจราจรประเทศไหนให้เปิดไฟฉุกเฉินทุกครั้งที่เจอสี่เเยก
คนเดินถนนคนหนึ่ง
ความคิดเห็นที่ 22
Agree with #4, 12, 13, 15, 17 & 20. U R really right.
#10 --> U R a stupid ediot. U R wrong using of the light. U'd better Change it from now on, then U'll survive.
God please bless U.
Sorry 4 No Thai Font available now
ความคิดเห็นที่ 21
ส่วนพวกซ่า ปิดไฟหน้าขับรถตอนกลางคืน (ยังมีพวกสมองเล็กแบบนี้อยู่ในโลก) ขับรถสวนมา ผมจะเปิดไฟสูงใส่มัน
ให้แยงตามัน สะใจจริงๆ
+++
ความคิดเห็นที่ 20
"เปิดไฟฉุกเฉิน ตอนข้ามสี่แยก มันอันตราย!!!"
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
เคยเจอมาแล้ว เรารอเลี้ยวขวา พี่แกจะตรงไป แต่เปิดไฟฉุกเฉิน แต่ไฟเลี้ยวขวาเสีย เรานืกว่าพี่แกจะเลี้ยวซ้าย
ก็เลยเลี้ยวขวา ดีนะที่เบรกทันไม่งั้นโดนแน่ๆ พอมันผ่านไปก็มองไฟท้ายสองดวงกระพริบอยู่ เลยรู้ว่ามันเปิดไฟฉุกเฉิน
+++
ความคิดเห็นที่ 19
เพิ่งเจอแท็กซี่เลวๆ ฝนตก เที่ยงคืน น้ำขังยังขับเร็วมาก ขนาดน้ำกระเด็น
มาท่วมรถผมทั้งคัน มองไม่เห็นอะไรไปช่วงหนื่ง
เลยไล่เปิดไฟสูงใส่มัน
!!!
ความคิดเห็นที่ 18
แล้วตอนฝนตกหนักๆ ... เปิดไฟแล้วก็มองไม่ค่อยเห็น (ด้านหลัง) ... ผมอ่ะ เคยเกือบโดนมาแล้ว ก็มันมองไม่เห็นนี่วุ้ย ไฟแดงๆข้างหลังอันกะจิ๊ด ฝนเยอะๆก็ ... ฝันไปเหอะ ที่จะเห็น
ไม่ให้เปิดไฟฉุกเฉินอีก ... hur~
G.
ความคิดเห็นที่ 17
ถึงความคิดเห็น 10 และคนที่ชอบใช้ไฟฉุกเฉินพร่ำเพรื่อ
คนเปิดไฟฉุกเฉินเวลาข้ามสี่แยกนี่ ผิดอย่างแรงเลยค่ะ
ลองคิดดูว่าถ้าคุณจะตรงไป แล้วเปิดไฟฉุกเฉิน จะเกิดอะไรขึ้น
สำหรับรถที่แล่นมาฝั่งตรงข้ามคุณ ไม่ีมีปัญหาเพราะเค้าเห็นคุณเปิดไฟฉุกเฉิน
รถมาด้านขวา เค้าจะเห็นคุณเปิดไฟเลี้ยวขวา คุณอาจจะปลอดภัยเพราะเค้าคิดว่าคุณจะเลี้ยวขวา ก็จะชะลอความเร็วให้
แล้วถ้ารถมาด้านซ้ายคุณด้วยความเร็วล่ะคะ ลองคิดตามดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ... เค้าจะเห็นคุณเปิดไฟเลี้ยวซ้าย แล้วถ้าเค้ากำลังจะตรงไป หรือเลี้ยวขวา การเลี้ยวซ้ายของคุณมันไม่เกี่ยวข้องกับเค้าเลย เค้าจะพุ่งตรงมาด้วยความเร็วหรือเลี้ยวขวาด้วยความเร็ว .....
คิดสภาพดูเอาเองแล้วกันค่ะว่าจะเกิดอะไรขึ้น .... เคยมีคนตายเพราะเหตุการอย่างนี้มาแล้วนะคะ สี่แยกแถวๆ บ. ปูน โดนรถปูนเสย เพราะเปิดไฟฉุกเฉินมั่วซั่วอย่างนี้แหละค่ะ
เบื่อพวกใช้ไฟฉุกเฉินมั่วๆ
ความคิดเห็นที่ 16
เวลาฝนตก(มากหรือน้อย) บนถนนพระราม 2 ที่มีชื่อเสียงว่าลื่นและมีหลุมมาก รถหรู ราคาแพงทั้งหลายได้ทดสอบประสิทธิภาพแล้ว ว่ายังขับได้สบาย 120กว่าๆ ไฟหน้าไม่เปิด ไฟเลี้ยวไม่เคยใช้ ...เลยรู้สึกเชื่อมั่นว่ารถแพงๆคงป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุได้มั่ง อยากให้เห็นใจผู้ใช้ถนนคนอื่นบ้าง
ตีนกลางเก่า
ความคิดเห็นที่ 15
เท่าที่ผมทราบมา
การใช้ไฟฉุกเฉิน จะใช้ได้เฉพาะรถที่มีอุบัติเหตุ จอดไว้กลางถนน หรือ จำเป็นต้องจอดไว้ข้างถนนด้านซ้าย เพื่อแสดงให้รถตามมาทราบว่า มีรถจอดโปรดระวัง
ในกรณีที่รถกำลังวิ่ง ห้ามใช้ เพราะความหมายมันขัดกัน
แต่การจราจรของคนไทย
รถท่านผู้ใหญ่ที่มีรถมอร์เตอร์ไซด์นำอยู่ข้างหน้า มักเปิดไฟฉุกเฉิน
รถที่ถูกลากจูง ในขณะที่วิ่งไป ช้า ช้า เปิดไฟฉุกเฉิน
รถบางคันที่ต้องการไปโดยเร็วในกรณีเร่งด่วน เปิดไฟฉุกเฉิน
รถมูลนิธิ ขณะปฏิบัติหน้าที่ เปิดไฟฉุกเฉิน
ผมละ เป็น งง เพราะรถจอด รถวิ่งช้า รถวิ่งเร็ว ใช้ไฟฉุกเฉินเหมือนกันหมด
ถ้าวิ่งออกไปตามต่างจังหวัด ขณะที่ฝนตกแรง ๆ ทัศนวิสัยไม่ดี เจอรถที่เปิดไฟฉุกเฉิน อยู่ข้างหน้า คุณขับรถมาพบเข้า คุณจะตีความหมายการจราจรของคำว่า ไฟฉุกเฉิน อย่างไร.
รถมูลนิธิ เปิดไฟฉุกเฉิน
รถกำลังวิ่ง ในขณะฝนตกแรง ๆ หรือหมอกลงจัด เปิดไฟฉุกเฉิน
TAXI
ความคิดเห็นที่ 14
Um... Let make another light for "ไปตรง". 55555
Lek
ความคิดเห็นที่ 13
"เปิดไฟฉุกเฉิน ตอนข้ามสี่แยก มันอันตราย!!!" Answer Comment 10.
Because the following car (or someone else) might not see both flash lights( left and right). Then they will assume that car is going turn left or right.
Lek
ความคิดเห็นที่ 12
ไฟฉุกเฉินมีสำหรับใช้ฉุกเฉิน สำหรับความเห็นที่ 10 นั้น โปรดเข้าใจว่าการเปิดไฟฉุกเฉินเมื่อถึง 4 แยกนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ให้กลับไปอ่าน คห 4 อีกครั้ง แล้วจะเข้าใจ
อีกประการหนึ่งที่พบย่อยคือ ประเภทที่ขอบเปิดไฟให้สัญญานช้าเกินเหตุ เช่น พอจะเลี้ยวขวา อีก 2 เมตรข้างหน้าก้เปิดทันที ทันใด what? หรือประเภทจะรอเลี้ยวขวาที่สี่แยก แต่ไม่เปิดไฟเลย พอไฟเขียวออกปู๊ป จึงเปิด แล้วเราที่ตามหลังมาจะไปตรงก็ต้อง เซ่อ เลย ไปไม่ได้ ต้องรอเจ้าประคุณไปก่อน ทำไมไม่เปิดไฟให้สัญญานแต่เนิ่นๆ เรา และผู้อื่นไม่ต้องมารอต่อคิว โปรดนำไปปฏิบัติด้วย
กรณีฝนหตกหนัก กรุณาเปิดไฟใหญ่ต่ำ เถอะ เพราะถ้าหากเปิดไฟหรี่ ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเวลาจะเปลี่ยนเลน แล้ว จะไม่สามารถมองเห็นรถด้านข้างได้จากกระจกมองข้างหรือกระจกด้านหลังแต่อย่างใด เม็ดฝนหนาตา มาก Please
boonyang@ricr.a.th
ความคิดเห็นที่ 11
มีประโยชน์ดีครับ
jack
ความคิดเห็นที่ 10
ตอบ คคห.ที่ 3, 4
เปิดไฟฉุกเฉิน ตอนข้ามสี่แยก มันอันตรายตรงไหน
ประเด็นที่เค้าพูดถึง มันหมายความถึง เปิดตอนฝนตก ใช้แล้วเกิดความชะล่าใจตะหาก
ส่วนรถใครไฟฉุกเฉินขาดไปดวงนึง ก็เปลี่ยนซิครับ หมั่นตรวจเช็คสภาพรถ ระบบไฟต่าง ๆ และความพร้อมซะบ้าง อันนี้ใครขาดแล้วไม่รู้ แล้วดันใช้ ก็คงช่วยไม่ได้
แต่ที่จะพูดถึงก็คือ คุณบอกว่า "จำง่ายๆ ครับ เลี้ยวซ้าย เปิดไฟเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาเปิดไฟเลี้ยวขวา ไปตรงก็ไม่ต้องเปิดไฟเลี้ยวอะไรทั้งสิ้น" อันนี้มันเบสิค มันก็ไม่ได้ดีไปกว่า หรือหมายความว่า การที่ขับตรงไปข้ามสี่แยก แล้วเปิดไฟกระพริบ มันจะเป็นผลเสียนะครับ การเปิดไฟฉุกเฉิน เวลาข้ามแยกที่เป็นสี่แยก คุณก็ต้องดูด้วย ว่ามันเป็น สี่แยกที่มีการแบ่งเลนชัดเจนหรือไม่ ถ้าไม่มีเส้นแบ่งเลนที่ชัดเจน ก็ควรที่จะเปิด เพื่อที่เป็นการบอกรถคันข้างหลังเราว่า เราจะขับตรงไป เพราะบางคน เวลาจะเลี้ยว ก็ไม่เปิดไฟเลี้ยว
ถ้าเป็นอย่างที่ผมบอกตามข้างต้น ก็ควรจะเปิดนะครับ เปิดไปเถอะครับ มันไม่ได้ลำบากอะไรคุณเลย หัดไว้ให้เป็นนิสัยครับ ถนนที่มี 2 เลน หรือไม่มีเส้นแบ่งเลนชัดเจน พวกซอยเล็ก ซอยใหญ่ต่าง ๆ อุบัติเหตุ เกิดตรงสี่แยกบ่อย เพราะมันเข้าใจผิดกันได้ง่ายครับ ที่เค้าให้เปิดก็เพราะมันช่วยลดอุบัติเหตุได้ อย่าไปหลงเชื่ออะไรผิด ๆ ครับ
ไม่รู้จริงอย่าพูด
ความคิดเห็นที่ 9
อันนี้ลุงขอเรียนให้คุณพูหญิงที่ขับรถทราบนะ
เวลาเข้าโค้งตอนฝนตกถนนลื่น ลุงเห็นหนูหนูไม่ค่อยจะ
เบาเครื่องตอนก่อนจะเข้าโค้งแต่เนิ่นเนิ่น แต่ไปเบรคกันไฟเบรคขึ้นวาบวาบในโค้ง แล้วมีเซมีปัดให้คนแก่หวาดเสียว
ขอให้ใช้วิธีที่ไม่ต้องเหยียบเบรคตอนเข้าโค้งเลย
โดยก่อนจะเข้าโค้งให้ถอนเท้าจากคันเร่ง ถ้ามาเร็วก็เชนเกียร์ลงมาหนึ่งเกียร์ ถ้าไม่เร็วมากก็ไม่ต้องเชน รถจะเข้าโค้งได้นิ่ม ไม่ต้องเหยียบเบรคให้เสียหลักในโค้งลื่นลื่น
ดีใหม เขาเรียกว่า drive by gear จ้ะ ลุงเป็นห่วงน่ะ
ลุงบุญเกิด
ความคิดเห็นที่ 8
เมพาวีฟุคำ
-เมธาวี ฟุคำ
ความคิดเห็นที่ 7
ผมขอเสริม คห.6 ครับ คนที่ไม่เปิดไฟเลี้ยวน่าเบื่อใหญ่เลย อยากรู้จริงคนประเภทนี้คิดอะไรอยู่ ผมว่าน่าจะไปขับคนเดียวดีกว่านะไม่ต้องมาร่วมทางกับคนอื่นให้เขารำคาญ-เสี่ยงอันตราย
เบื่อพวกไม่รู้กติกา
ความคิดเห็นที่ 6
พวกที่ชอบเปิดไฟเลี้ยวค้าง ก็น่าเบื่อเหมือนกัน
ขับชิดขวา ยังเปิดไฟเลี้ยวขวาค้างตลอดทาง สงสัยมันอยากลงกลางถนนแน่ๆ
เบื่อ
ความคิดเห็นที่ 5
เห็นด้วยกับ คห 3 ไม่รู้ใครมันสอนมา
...
ความคิดเห็นที่ 4
ขอเพิ่มเติมกรณีเปิดไฟฉุกเฉินตอนผ่านสามแยกหรือสี่แยกหน่อยครับ ถ้าหากว่าไฟฉุกเฉินของท่านขาดไปซักดวงนึง ก็จะกลายเป็นไฟเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวาไปเลยนะครับ จะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดและเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ นะครับ ดังนั้นขอให้จำง่ายๆ ครับ เลี้ยวซ้าย เปิดไฟเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาเปิดไฟเลี้ยวขวา ไปตรงก็ไม่ต้องเปิดไฟเลี้ยวอะไรทั้งสิ้นครับ
the kop
ความคิดเห็นที่ 3
กรณีรถที่มีเบรค ABS ให้เหยียบเบรคให้จมทีเดียวเลยครับ
ขอแชร์ ประสบการณ์ กรณีพวกที่ชอบเปิดไฟฉุกเฉินตอนจะข้ามสี่แยก ผมอยากทราบว่าใครสั่งใครสอนมันให้ทำแบบนี้ มันอันตรายมากๆ เลย
ตีนแก่
ความคิดเห็นที่ 2
ตอบ คคห. ==> ใช่แล้ว นั่นคือการทำงานของ ABS
ตีนเก่า
ความคิดเห็นที่ 1
มีข้อสงสัยเกี่ยวกับขับรถตอนถนนลื่นค่ะ
เมื่อสองวันก่อนฝนตกหนักมากถนนลื่นช่วงลงสะพาน
เหยีบเบรคแล้วรู้สึกใต้ท้องรถมันมีเสียงกระตุก กึก กึก หลายครั้ง โชคดีไม่ชนท้ายรถคันหน้า
อยากทราบว่า อาการนี้เป็นอาการของเบรค ABS ทำงานใช่มั้ยค่ะ แล้วการเบรคที่ถูกต้อง ต้องเหยีบให้จมที่เดียว หรือค่อยๆ ย้ำเบรคทีละนิดค่ะ เพราะถามเพื่อนแต่ละคนบอกไม่เหมือนกันเลย
มือใหม่มาก
3510
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ชื่อ/email ของคุณ :
กติกาในการแสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น :
หนังสือพิมพ์:
ผู้จัดการออนไลน์
|
ผู้จัดการรายวัน
|
ผู้จัดการรายสัปดาห์
|
นิตยสารผู้จัดการ
|
ผู้จัดการฉบับพิเศษ
มุม:
การเมือง
|
กีฬา
|
ต่างประเทศ
|
ธุรกิจ
|
บันเทิง
|
ภูมิภาค
|
เทคโนโลยี
|
ท่องเที่ยว
|
ปฏิทินกิจกรรม
|
คุณภาพชีวิต
เว็บ:
Asia Times
|
บุรพัฒน์ คอมมิคส์
|
Public Law
|
Mast Online
|
ทะเลไทย
|
คุยกับเว็บมาสเตอร์
All site contents copyright
©
1999-2003 Thaiday Dot Com Co., Ltd.