go




วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547


ข่าวหน้าหนึ่ง

ต่างประเทศ

กีฬา



เสาร์สวัสดี
จุดประกายวรรณกรรม

กรุงเทพวันอาทิตย์

@Taste

กรุงเทพ Auto

SciTech

Biz & Money

เนชั่นสุดสัปดาห์

ไขปัญหาภาษี



รอบรู้เลือกรถ : มินิเอสยูวี 2004 ทริบิวท์ เอสเคป ซีอาร์-วี ทางเลือกที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง

ล่วงเข้ามาปี 2004 แล้วรถยนต์ มินิ เอสยูวี ก็ยังคงเป็นรถที่คงเส้นคงวา ด้วยความนิยม สำหรับกลุ่มผู้ต้องการ รถอเนกประสงค์ขับเคลื่อนสี่ล้อ ในขณะที่ตลาด ก็ไม่มีผู้เล่นรายใหม่ เข้ามาเปิดตัว ดังนั้นการเลือกมินิ เอสยูวี ในเวลานี้ ก็หนีไม่พ้น 3 ค่ายรถหลัก คือฟอร์ด มาสด้า และฮอนด้า

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ยังคงมีพื้นฐานที่ผู้คนรู้จักมาก เพราะว่าอยู่มาสองเจนเนอเรชั่น ในประเทศไทยแล้ว บวกกับแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เลยทำให้ ซีอาร์-วีเป็นตัวที่ได้รับการจัดให้เป็นวาง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ ฟอร์ด เอสเคป ในฐานะผู้มาทำให้ตลาดเติบโตและพยายามเจาะฐานลูกค้าเดิมด้วยเครื่อง 2 ลิตร และต่อยอดลูกค้าใหม่ด้วยวี6 ทำให้ เอสเคป เป็นรถตัวแรกที่นำมาเทียบเคียงกับ ฮอนด้าแม้ ราคาและขุมพลังในตัววี6 จะแตกต่างกันพอสมควร

ในขณะที่มาสด้าที่ขายทริบิวท์ นั้น เหมือนว่าต้องรอให้ลูกค้าไม่เลือกซื้อฟอร์ดและฮอนด้า ซีอาร์-วี เสียก่อนจึงจะมาเลือกมาสด้า ทั้งที่มาสด้าคือ ผู้ผลิตและออกแบบรถคันนี้

ลองดูราคาและพื้นฐานของรถ สามตัวนี้อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

สำหรับราคาจำหน่าย ซีอาร์-วี มี 4 รุ่น ราคาอยู่ที่ 1.156 ล้านบาท (2.0 I-VTEC S ) 1.179 ล้านบาท (2.0 I-VTEC SF ) 1.206 ล้านบาท (2.0 I-VTEC E ) และตัวท็อปสุด 1.229 ล้านบาท (2.0 I-VTEC SF )

ราคานี้ฮอนด้ายืมมาตั้งแต่ ก.พ 46

ส่วนทรีบิวท์มีแบบเดียว เครื่องยนต์เดียว ราคา 1.339 ล้านบาท และเอสเคป 1.369 ล้านบาท และ1.155 สำหรับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร (131แรงม้า) ราคาทั้งหมดในตลาดเป็นราคาที่มีเสถียรภาพพอสมควรเพราะว่าไม่มีการปรับบ่อย

ส่วนข้อมูลพื้นฐาน ฮอนด้า ฟอร์ด และมาสด้า นั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเช่นกันคือ ฟอร์ด และมาสด้านำเข้ารถ มาจากฟิลิปปินส์ 2 ตัว ราคาจะห่างกันเล็กน้อยเพราะว่า ต่างก็ได้รับการลดหย่อนภาษี ในตอนนำเข้ามาข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน

มาสด้าและฟอร์ด เลือกเครื่องยนต์แบบ วี6 ขนาด 3.0 ลิตร มาเป็นตัวนำร่อง ต่อมาฟอร์ด เพิ่มเครื่อง 2.0 ลิตรมาด้วย ส่วนมาสด้ายังยืนที่ 3.0 ลิตรเพียงตัวเดียว

ระบบขับเคลื่อน สภาพปกติทรีบิวท์ขับเคลื่อนล้อหน้า แต่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ RBC-On Demand AWD ซึ่งเป็นระบบที่คอมพิวเตอร์จะกระจายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อหลังโดยอัตโนมัติ แต่ก็ยังมีทางเลือกที่จะควบคุมด้วยตนเอง ด้วยสวิตช์ภายในรถที่จะทำให้ระบบล็อกการถ่ายทอดกำลังระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง 50:50

เช่นเดียวกับ ฟอร์ด เอสเคป ก็มีตัวเลือกให้ว่าจะให้คอมพิวเตอร์ เป็นคนตัดสินใจเอง ซึ่งในส่วนของฟอร์ดเรียกระบบนี้ว่า Control Trac 2 หรือว่าผู้ขับขี่จะเป็นผู้เลือกการถ่ายทอดกำลังแบบเท่าๆ กันระหว่างล้อหน้าและล้อหลังก็ได้

ขณะที่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ระบบขับเคลื่อนเป็นระบบที่เรียกว่า Real Time 4WD คือ คอมพิวเตอร์จะเป็นผู้สั่งการแทนทั้งหมด ว่าเมื่อไรรถควรจะขับเคลื่อน 4 ล้อ และเมื่อใดที่ควรจะขับ 4 ล้อ และการถ่ายทอดกำลังไปยังแต่ละล้อควรเป็นอัตราส่วนต่อกันเท่าไร

และสำหรับคันเกียร์ของทั้ง 3 คัน ซึ่งเป็นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ถูกโยกย้ายขึ้นไปอยู่ที่แกนพวงมาลัยทางด้านซ้ายมือ แทนที่จะอยู่ที่บริเวณคอนโซลกลาง เพื่อลดความเกะกะลงไป และพื้นที่ตรงคอนโซลกลางในส่วนที่เลยเบาะออกไปโล่งตลอด เพราะชุดเบรกมือ และที่วางแก้วน้ำ ถอยมาอยู่ในระดับเดียวกับเบาะโดยอยู่ระหว่างกลางของเบาะนั่งซ้ายขวา

ช่วงล่างฮอนด้า ซีอาร์-วี ใช้ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบโทคอนโทรล ลิงค์ สตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง รีแอคทีฟ ลิงค์ ดับเบิลวิชโบน อิสระ ส่วนเหล็กกันโคลงมีในบางรุ่น คือ เอส และ อี (ซีอาร์-วี มี 4 รุ่น คือ เอส เอสเอฟ อี และอีเอฟ)

ขณะที่ ทรีบิวท์ ใช้ระบบกันสะเทือนหน้า แบบแมคเฟอร์สัน สตรัท หลัง มัลติลิงค์ เอสเคปด้านหน้า เป็นอิสระ แมคเฟอร์สัน สตรัท คอนโทรลอาร์ม คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังอิสระ แกน แลเทอรัล คู่ บนและล่าง เซมิเทรลลิ่งอาร์ม คอยล์สปริง

ทางด้านเครื่องยนต์ ซีอาร์-วี เครื่องยนต์เล็กที่สุด คือ 2 ลิตร 4 สูบ DOHC ไอ วีเทค 16 วาล์ว แอลอีวี (low emission vehicle) ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

ส่วนทรีบิวท์ใช้เครื่องยนต์ใหญ่กว่า คือ 3.0 ลิตร วี 6 DOHC 24 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 265 นิวตัน-เมตร ที่ 4,750 รอบ/นาที เช่นเดียวกับฟอร์ด เอสเคป เพราะเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกัน

ทั้งซีอาร์-วี ทรีบิวท์ และเอสเคป เป็นรถเอสยูวีขนาดเล็กที่มีมิติใกล้เคียงกัน แต่จะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยในบางรายละเอียด เช่น ความยาวนั้น ฮอนด้า ซีอาร์-วี ที่ดูด้วยตาเหมือนสั้น แต่กลับยาวกว่า คือ 4,535 มม.โดยวัดเฉพาะตัวถังรถ ไม่ได้รวมล้ออะไหล่ ยาวกว่า ทรีบิวท์ 140 มม.หรือ 14 ซม.ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร เพราะเกี่ยวกับรถยนต์ การกว้างกว่ายาวกว่าในหลัก ซม.ช่วยให้การออกแบบภายในแตกต่างกันได้เยอะทีเดียว และทางด้านฟอร์ด เอสเคป แม้จะเป็นฝาแฝดทรีบิวท์ แต่ยาวกว่า ทรีบิวท์ 20 มม.หรือ 2 ซม.แต่ก็ยังสั้นกว่า ซีอาร์-วี 12 ซม.

และเมื่อพูดถึงล้ออะไหล่ของฮอนด้าออกแบบให้ติดตั้งไว้ด้านท้ายรถ ส่วนทรีบิวท์ กับเอสเคป ติดตั้งซ่อนไว้ในตัวถังช่วงที่เก็บสัมภาระด้านหลัง

ทางด้านความกว้าง ทรีบิวท์ และเอสเคป เท่ากันคือ 1,825 มม. กว้างกว่าซีอาร์-วี 4.5 ซม.ส่วนความสูงของรถทั้งหมด ทรีบิวท์ 1,765 มม.เอสเคป 1,775 มม.ซีอาร์-วี 1,710 มม.แต่ความสูงใต้ท้องรถ ซีอาร์วี 205 มม.มากกว่า ทรีบิวท์ 5 มม.

ส่วนของฐานล้อที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยึดเกาะถนน ทั้ง 3 คัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ คือ อยู่ที่ 2,620 มม.เท่ากัน ส่วนความกว้างช่วงล้อหน้า/หลัง ฟอร์ด เอสเคปกว้างสุด คือ 1,555/1,550 มม.ตามมาด้วย ซีอาร์-วี 1,535/1,540 มม.และทรีบิวท์ 1,550/1,530 มม.

น้ำหนักรถเปล่าฟอร์ด เอสเคป มี น้ำหนักตัวสูงสุด 1,858 กก.ทรีบิวท์ รองลงมา 1,562 กก.ต่างกันมากกว่า 300 กก.ซีอาร์-วี เบาตัวที่สุด ไล่ไปตั้งแต่ 1,505-1,525 กก.

มาดูกันที่การออกแบบการใช้งานอุปกรณ์แต่ละคัน ซีอาร์-วี ได้เปรียบในลูกเล่นของเบาะทั้งการปรับราบได้ทั้งเบาะหน้าและหลัง อีกทั้งเบาะหลังสามารถเลื่อนหน้า-หลังได้ และยังสามารถพับเก็บมาชิดกับเบาะหน้าได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง อีกทั้งยังมีชุดโต๊ะปิกนิก ซ่อนไว้ที่พื้นช่วงห้องเก็บสัมภาระฮอนด้าจะได้เปรียบ ด้วยความเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ฟอร์ด กับมาสด้า มีซันรูฟ ไฟฟ้ามาชดเชย

ส่วนอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัย ทรีบิวท์ และเอสเคป เหนือกว่าตรงถุงลมนิรภัยด้านข้างของเบาะนั่งคู่หน้า ขณะที่ซีอาร์-วี มีเฉพาะ 2 ตำแหน่งด้านหน้าเท่านั้น ระบบเบรก ทั้ง 3 คัน มีเอบีเอส และอีบีดี แต่ซีอาร์วี เพิ่ม ระบบเสริมแรงเบรก หรือ บีเอ (Brake Assist) มาให้

รถยนต์ในกลุ่มนี้หากจะเลือก ส่วนใหญ่รถ ต้องเผื่อการมีน้ำหนัก บรรทุกมากหน่อย และเดินทางไกลได้อุ่นใจ ซึ่งจุดประสงค์หลักของการซื้อรถชนิดนี้ ก็คือ ขุมกำลังที่มากพอเหลือใช้ ในยามฉุกเฉิน เช่น ลากจูงปีนที่ลาดชัน

นอกจากนี้ ควรเลือกรถที่ ขับง่าย ทางออฟโรดหรือออนโรด ควรไม่มีความต่างกันในด้านการใช้พวงมาลัย เบรก มากนัก วัสดุบางอย่างในรถควรออกแบบมารองรับงานออฟโรดบ้าง หากได้ตามนี้ก็จะทำให้รถ ซึ่งดีอยู่แล้ว ในชีวิตประจำวัน สามารถขับได้สนุก เวลาออกเดินทางผจญภัย ทางไกลครับ




About Us I Suggestion I Site Map I GetThaiFont | Contact Us I Privacy Policy

copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept.
All Right Reserved, Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com