 โรดเทสต์ : สัมผัส ไฮลักซ์ วีโก้
ปิกอัพอยากเป็นเก๋ง
สินธุ์ชัย ภมรพล โตโยต้าคาดหวังกับ "วีโก้"
ไว้ค่อนข้างสูง สำหรับรถในตระกูลไฮลักซ์รุ่นที่ 7 คันนี้
นั่นก็คือ การก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดรถปิกอัพ 1 ตัน
ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของรถยนต์ในขณะนี้
หลังจากที่ปล่อยให้อีซูซุครองตลาดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
ที่แม้แต่ความแข็งแกร่งของ คอมมอนเรล ก็ไม่สามารถที่จะเจาะได้
ผมเคยคุยกับผู้บริหารของโตโยต้า เมื่อปีก่อนว่า
ทำไมเทคโนโลยีที่ได้ชื่อว่าทันสมัยที่สุดของเครื่องยนต์ดีเซลอย่างคอมมอน
เรล ชื่อเสียงของโตโยต้า จึงไม่สามารถที่จะแซงหน้าขึ้นไปได้
แม้ว่าในช่วงนั้นโตโยต้าจะโหมทำความเข้าใจในเรื่องของจุดแข็ง
ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ
หรือว่าการประหยัดน้ำมันว่าไม่เป็นรองคู่แข่ง
จนลูกค้าก็เริ่มจะยอมรับ
แต่ท้ายที่สุดตลาดก็ยังไม่เป็นของโตโยต้า
ครั้งนั้นผู้บริหาร บอกว่า
ความพ่ายแพ้เป็นผลมาจากรูปทรงของรถที่สู้ไม่ได้
เพราะคนไทยอย่างไรเสียก็จะต้องเอาเรื่องของความสวยงามมาเป็นองค์ประกอบระดับต้นๆ
ในการพิจารณา และในครั้งนั้นได้ทิ้งท้ายกับผมว่า
ให้รอดูไฮลักซ์ตัวใหม่
ที่จะเปลี่ยนแนวคิดไปจากไทเกอร์อย่างสิ้นเชิง
และเชื่อมั่นว่าจะสู้กับคู่แข่งได้อย่างแน่นอนทีเดียว
ถึงตอนนี้หลายๆ ท่านคงได้เห็นตัวรถ
และก็สามารถตัดสินได้แล้วว่า รูปโฉมโนมพรรณของไฮลักซ์ วีโก้
พอจะแข่งขันในตลาดได้หรือไม่
วีโก้ เป็นรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในทุกๆ ส่วน
เมื่อเทียบกับไฮลักซ์ ไทเกอร์ ไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือว่าภายใน
ซึ่งโตโยต้าบอกว่าเป็นปิกอัพที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยขณะนี้
ผมเห็นตัวจริงของรถแล้วก็ยอมรับใหญ่ขึ้นจริง
มันเริ่มให้ความรู้สึกว่าตลาดปิกอัพบ้านเรา ชักจะใกล้ๆ
ตลาดปิกอัพของอเมริกันที่เน้นความใหญ่โตเข้าไปทุกที
และก็ให้เกิดคำถามอีกว่าเขาทำกันอย่างไร
ถึงทำให้รถคันใหญ่ๆสามารถกดน้ำหนักให้อยู่ในพิกัดที่กำหนดได้
ไม่ใช่คันแรกครับ หลายๆ
คันก่อนหน้านี้ก็ให้ภาพว่าเป็นรถที่มีขนาดใหญ่
แต่น้ำหนักไม่ยักเกิน ที่กฎหมายกำหนดไว้
วีโก้ เป็นรถตัวหลักของโครงการไอเอ็มวี (Innovative
International Multi-purpose Vehicle)
ที่โตโยต้าใช้เงินลงทุนไปทั้งสิ้นประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
และไม่เพียงประเทศไทยแห่งเดียว แต่ยังรวมถึงประเทศอินโดนีเซีย
อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้ ที่เป็นหนึ่งในโครงการไอเอ็มวีเช่นกัน
อินโดนีเซียทำรถอะไร โตโยต้ายังไม่บอก แต่ที่อาร์เจนตินา
และแอฟริกาใต้นั้นมีการผลิตปิกอัพวีโก้ด้วยเช่นกัน
และจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทยอีกสิ่งหนึ่ง เพราะทั้ง 2
ประเทศจะต้องพึ่งพาการส่งออกชิ้นส่วนจากอาเซียน
ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปจากประเทศไทยของเรานี้เองครับ
สำหรับในประเทศไทยนั้น โตโยต้าตั้งเป้ากับวีโก้ในปีนี้ไว้ 5
หมื่นคัน และอีก 2 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 แสนคัน
ซึ่งตัวเลขดังกล่าว
สูงกว่ายอดขายต่อปีในปัจจุบันของคู่แข่งอย่างอีซูซุ
ซึ่งก็หมายถึงว่าโตโยต้าจะขึ้นเป็นผู้นำตลาด
แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่ายอดขายของอีซูซุในช่วง 2
ปีจากนี้จะไม่เพิ่มขึ้นถึง 1.4 แสนคัน
รูปทรงของวีโก้ อย่างที่บอกครับว่าเปลี่ยนแนวคิดไปจากเดิม
บางคนบอกว่ามันดูไม่เหมือนปิกอัพ (รูปทรงด้านหน้า) แต่ไปคล้ายๆ
กับรถเก๋ง
แต่ความเห็นของผมก็ยังถือว่ามันเหมือนกับรถปิกอัพอยู่ดีแหละครับ
เพียงแต่ว่าทำให้ดูดุดันและก็โฉบเฉี่ยวมากขึ้น
ส่วนด้านท้ายแม้จะมีการปรับเปลี่ยน
แต่ก็ไม่มีอะไรที่ดูแปลกใหม่มากนัก
ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของรูปทรงรถปิกอัพ
ที่มีเนื้อที่ด้านท้ายให้เล่นอะไรได้ไม่มากนัก
แต่ภายในนี่สิครับ
ที่ต้องบอกว่าว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดไปอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น รุ่นดับเบิลแค็บ (4
ประตู) ใหญ่ขึ้น 14% เอ็กซ์ตร้าแค็บ 9% และรุ่นมาตรฐาน 9%
ซึ่งก็มีผลให้ภายในห้องโดยสารดูใหญ่ขึ้นอย่างรู้สึกได้
ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเอ็กซ์ตร้าแค็บ หรือว่า ดับเบิลแค็บ
ส่วนรุ่นมาตรฐานผมไม่ได้ลองครับ
นอกจากนั้นแล้ว โตโยต้าก็ยังออกแบบคอนโซลหน้าใหม่
มีความรู้สึกคล้ายกับรถเก๋งมากขึ้น ไม่ว่าด้วยรูปทรงของคอนโซลเอง
ที่ช่วงกลางพุ่งเข้าหาห้องโดยสาร
แบบที่นิยมกันในรถยุโรปและเริ่มแพร่เข้าสู่รถญี่ปุ่น
มาตรวัดต่างซ่อนอยู่ในกรอบทรงกลมแยก 3 ช่อง
ปุ่มควบคุมระบบอากาศแบบกลม ช่องระบายอากาศ 4 ช่อง ช่องเก็บของ 2
ช่องที่ด้านหน้าซ้าย ทั้งด้านบนและล่างของคอนโซล
ที่วางแก้วน้ำอีก 4 ตำแหน่ง
และเมื่อได้ลองขับแล้ว
ผมว่าตรงในห้องโดยสารนี่แหละที่จะเป็นจุดขายอีกอย่างหนึ่งของวีโก้
เพราะว่ารถสามารถเก็บเสียงได้เงียบแบบเกินกว่าที่คาดไว้ครับ
ที่ความเร็วระดับ 140 กม./ชม.ความเงียบอยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว
และเสียงที่ดังมากกว่า คือ เสียงลมที่ประทะกับกระจกมองข้าง
และแม้ว่าจะลองเพิ่มความเร็วขึ้นไปอยู่ที่ 160 หรือ 170
หรือว่าจะ 190 ความเงียบก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ
หากจะมองกันในเชิงการตลาด
ให้ผมเดาก็ต้องเดาว่าโตโยต้าก็คงจะมองว่าปัจจุบันคนใช้รถปิกอัพบ้านเราตั้งแต่รุ่นเอ็กซ์ตร้าแค็บขึ้นไป
ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้รถปิกอัพเพื่อการบรรทุกเป็นหลัก
แต่เป็นการใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้เดินทางไปนั่นมานี่
บรรทุกบ้างเล็กน้อย ประเภทของซื้อของฝาก ดังนั้น
การตอบสนองเรื่องความสะดวกสบายความเพลิดเพลินในการเดินทางจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ
ความเร็วที่ว่า 190 นี้ คือ รุ่นเครื่องยนต์ 1KD-FTV ขนาด
2,982 ซีซี ส่วนตัวเล็กลงมา คือ 2KD-FTV นั้นทำได้ประมาณ 170
กม./ชม.
พูดถึงเครื่องยนต์สำหรับวีโก้ซึ่งมี 3 รุ่น
เป็นเครื่องยนต์คอมมอนเรล เจนเนอเรชั่นที่ 2
ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากรุ่นที่แล้วที่อยู่ในไฮลักซ์ ไทเกอร์
ไม่ได้เป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่ครับ เป็นบล็อกเดิม
แต่เพิ่มความแรงขึ้นด้วยเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์
เครื่องยนต์ใหม่ ให้ความแรงและอัตราเร่งที่ดี
ทางเรียบบนเส้นทางสายเซาเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดกระบี่
การเรียกกำลังทำได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติครับ
การเรียกความเร็วในช่วงจาก 100 หรือ 120 กม./ชม.ทำได้ทันใจดี
ขณะที่ระบบช่วงล่างก็ถือว่าใช้ได้
โตโยต้าเพิ่มความนุ่มนวลเข้าไปกับระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่
ดับเบิลวิชโบน และคอยล์สปริง
ซึ่งเป็นระบบช่วงล่างที่ปรับเปลี่ยนใหม่ให้ความนุ่มนวลมากขึ้น
ส่วนด้านหลัง เป็นแบบแหนบซ้อน และโช้คอัพ
ผมขับ 1KD-FTV 4 ประตูขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ และ
เอ็กซ์ตร้าแค็บ เกียร์ธรรมดา ส่วน 2KD ขับรุ่นเกียร์ธรรมดา 4
ประตู ระบบช่วงล่างของ 1KD 4 ประตูขับเคลื่อน 4
ล้อความประทับใจครับ ความเร็วสูงสัก 160-170 หรือ 180
กม./ชม.ตัวรถยังมีความนิ่ง แต่ว่าในรุ่น 2KD
ผมรู้สึกว่าที่ความเร็วสูง ความมั่นใจสู้คันแรกไม่ได้
เข้าใจว่าเป็นผลจากการตั้งช่วงล่างที่ต่างกัน
ตามความแตกต่างของเครื่องยนต์
ส่วนเรื่องเบรก ซึ่งเป็นแบบหน้าดิสก์ หลังดรัม ที่ความเร็ว
100 กม./ชม.ลองเหยียบเบรกแบบกระทืบลงไป รถมีการทรงที่ดี
ขณะที่การควบคุมรถก็อยู่ในระดับที่ใช้ได้
แม้ว่าจะค่อนข้างเบาไปสักหน่อยที่ระดับความเร็วสูง
การทดสอบ วีโก้
ยังมีในรูปแบบของการขับขี่แบบออฟโรดให้ลองสำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4
ล้อ
ที่ทางทีมงานไปเนรมิตสถานที่ชายทะเลให้เป็นสนามออฟโรดที่สวยงาม
เส้นทางก็มีทั้งการไต่ลงเนิน ไต่ขึ้นเนิน โค้งทราย เนินเอียงข้าง
ทางลูกระนาด หลุมขนาดใหญ่ หรือว่าเนินที่ทำให้ล้อลอยสูงจากพื้น
เพื่อดูถึงการทำงานของระบบลิมิเต็ด สลิป
ที่เมื่อล้อใดไม่มีแรงเสียดทานเพียงพอ
ก็จะหยุดการถ่ายทอดกำลังไปยังล้อนั้นๆ
เพื่อให้ล้อที่ยังอยู่บนพื้นสามารถมีแรงฉุดลาก
เพื่อส่งตัวรถให้พ้นจากอุปสรรค
ทุกอุปสรรคไม่ใช่เรื่องยากครับ ขับง่ายๆ สบายๆ
เรียกว่าถ้าเป็นเกียร์ธรรมดา เลือก 4 Low แล้วใส่เกียร์ 1
เมื่อรถออกตัวแล้ว ไม่ต้องทำอะไร
ควบคุมเพียงพวงมาลัยให้รถตรงเส้นทางเท่านั้น รถก็จะไปได้เองตลอด
รวมถึงช่วงไต่เนินชันเช่นกัน
ตรงนี้ก็เป็นผลมาจากการที่เครื่องยนต์มีแรงบิดสูงในรอบต่ำ
ทำให้ไม่ต้องไปเร่งเครื่องแต่อย่างใด
ส่วนว่าถ้าเป็นอุปสรรครุนแรง อย่างบ่อโคลนจะเป็นอย่างไร
สนามนี้ไม่มีครับ
โดยสรุปแล้ว ผมถือว่าวีโก้พัฒนาการจากรถปิกอัพขึ้นมาก และไปๆ
มาๆ
อาจจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของรถเก๋งในตลาดราคาใกล้เคียงกันได้
ส่วนเรื่องของการบรรทุกรถจะทำได้ดีไม่ดีอย่างไร อืดไม่อืด
ร่อนไม่ร่อน ในกรณีของคนที่ต้องการรถเพื่อการบรรทุกสัมภาระมากๆ
อันนี้ไม่รู้จริงๆ ต้องรอให้มีโอกาสได้ลองเสียก่อนครับ
ไซด์บาร์
3 ตัวเลือก คอมมอนเรล
วีโก้ว่างเครื่องยนต์ 3 รุ่น
ทั้งหมดเป็นเครื่องที่พัฒนามาจากรุ่นที่แล้วซึ่งติดตั้งในไทเกอร์
แต่พัฒนาให้แรงขึ้นโดยเฉพาะในรุ่นที่ติดตั้งเทอร์โบ
อินเตอร์คูลเลอร์ ซึ่งวิศวกรโตโยต้า ระบุว่า
ทำให้กำลังของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 30%
เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์รุ่นที่แล้ว และประหยัดน้ำมันมากขึ้น
29% เมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้วเช่นกัน
โดยที่ตัว 1KD-FTV (I/C) คอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น 4 สูบ
16 วาล์ว 3.0 ลิตร ติดตั้งเทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์
ส่งผลให้มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 163 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที
แรงที่สุดเท่าที่รถปิกอัพบ้านเราเคยมีมา แรงบิดสูงสุด 343
นิวตันเมตรที่ 1,400-3,200 รอบ/นาที
เครื่องตัวนี้จะหาได้ในรุ่นมาตรฐานขับเคลื่อน 2 ล้อ
เอ็กซ์ตร้าแค็บขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ดับเบิลแค็บ
ขับคเลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ
ส่วน 2KD-FTV (I/C) คอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น 4 สูบ 16
วาล์ว เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ 2.5 ลิตร ให้กำลัง 120 แรงม้าที่
3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 325 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที
เครื่องตัวนี้อยู่ใน ดับเบิลแค็บ ขับเคลื่อน 2 ล้อ ละ 4 ล้อ
ส่วนรุ่น เอ็กซ์ตร้าแค็บมีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
ขณะที่รุ่นมาตรฐานไม่มีเครื่องตัวนี้ครับ
อีกตัวหนึ่งเป็นเครื่องยนต์ธรรมดา ไม่มีเทอร์โบ คือ 2KD-FTV
คอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น 4 สูบ 16 วาล์ว 2.5 ลิตร
ให้กำลังสูงสุด 102 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 200
นิวตัน-เมตรที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที
สำหรับการทำงานของเทอร์โบแปรผัน คือ
การออกแบบครีบกังหันให้สามารปรับเปลี่ยนองศาการเปิด-ปิด
เพื่อทำให้ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ทำงานสัมพันธ์กับรอบความเร็วของเครื่องยนต์
ส่วนระบบอินเตอร์คูลเลอร์ (I/C)
จะทำงานโดยลดอุณหภูมิของอากาศที่ส่งมาจากเทอร์โบชาร์จให้ต่ำลง
ก่อนที่จะส่งไปยังห้องเผาไหม้ อากาศที่เบาบางลง
ก็หมายถึงว่าความหนาแน่นเพิ่มขึ้น
ช่วยให้การเผาไหม้ทำได้ดียิ่งขึ้น |